ระบบเสียงและภาพ
หลักกการกำเนิดสัญญาณระบบกล้องโทรทัศน์
กล้องโทรทัศน์
คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับภาพ และจับรายละเอียดของภาพ เพื่อส่งข้อมูลไปเก็บไว้ในสื่อบันทึกภาพ รายละเอียดและความชัดเจนของภาพจึงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของกล้องที่ใช้สำหรับจับภาพนั่นเอง หลักการทฤษฎีพื้นฐานคือเปลี่ยนภาพที่เราเห็นด้วยตาให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณไฟฟ้านี้จะเปลี่ยนให้เห็นเป็นภาพได้อีกทีหนึ่ง กล้องจึงมีความสำคัญมากในการรับภาพเพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ อุปกรณ์ในการผลิต ซึ่งประกอบไปด้วย กล้องโทรทัศน์ เครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์ อุปกรณ์แสง อุปกรณ์เสียง เทปโทรทัศน์ เป็นต้น
คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับภาพ และจับรายละเอียดของภาพ เพื่อส่งข้อมูลไปเก็บไว้ในสื่อบันทึกภาพ รายละเอียดและความชัดเจนของภาพจึงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของกล้องที่ใช้สำหรับจับภาพนั่นเอง หลักการทฤษฎีพื้นฐานคือเปลี่ยนภาพที่เราเห็นด้วยตาให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณไฟฟ้านี้จะเปลี่ยนให้เห็นเป็นภาพได้อีกทีหนึ่ง กล้องจึงมีความสำคัญมากในการรับภาพเพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ อุปกรณ์ในการผลิต ซึ่งประกอบไปด้วย กล้องโทรทัศน์ เครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์ อุปกรณ์แสง อุปกรณ์เสียง เทปโทรทัศน์ เป็นต้น
(a) วัตถุ ( Object )
วัตถุที่เรามองเห็นเกิดจากการตกกระทบของแสงไปบนวัตถุ แล้วหักเหเข้าสู่สายตาของเราจนเกิดเป็นภาพ ตามลักษณะการสะท้อนแสงของวัตถุแต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน
(b) เลนส์
( Lens )
แสงที่สะท้อนจากวัตถุ จะถูกเลนส์เก็บรวบรวมแล้วปรับความชัดส่งไปยังผิวหน้าของหลอดรับภาพ
แสงที่สะท้อนจากวัตถุ จะถูกเลนส์เก็บรวบรวมแล้วปรับความชัดส่งไปยังผิวหน้าของหลอดรับภาพ
(c) หลอดรับภาพ
( Camera Tube )
จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ที่เรียกว่า เป็นสัญญาณภาพ ( Video ) และถูกส่งไปขยายสัญญาณขึ้นที่เครื่องขยายภาพ
จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ที่เรียกว่า เป็นสัญญาณภาพ ( Video ) และถูกส่งไปขยายสัญญาณขึ้นที่เครื่องขยายภาพ
(d) เครื่องขยายภาพ
( Amplifier )
จะทำการขยายสัญญาณเล็กที่ได้จากหลอดรับภาพ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นให้เหมาะสม เพื่อส่งสัญญาณไปตามสาย ส่งไปยังหน่วยควบคุมกล้อง CCU
จะทำการขยายสัญญาณเล็กที่ได้จากหลอดรับภาพ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นให้เหมาะสม เพื่อส่งสัญญาณไปตามสาย ส่งไปยังหน่วยควบคุมกล้อง CCU
หน่วยควบคุมกล้อง CCU ( Camera Control Unit )
เป็นส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้องและดูแลการทำงานของสัญญาณภาพ แล้วหลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปมอนิเตอร์
เป็นส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้องและดูแลการทำงานของสัญญาณภาพ แล้วหลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปมอนิเตอร์
(e) เครื่องสร้างภาพหรือมอนิเตอร์
( Monitor )
จะทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณภาพ และสัญญาณไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปยังช่องมองภาพของกล้องที่กำลังถ่ายทำอยู่นั้น และถูกส่งไปยังห้องส่งหรือห้องควบคุมต่อไป
จะทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณภาพ และสัญญาณไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปยังช่องมองภาพของกล้องที่กำลังถ่ายทำอยู่นั้น และถูกส่งไปยังห้องส่งหรือห้องควบคุมต่อไป
กล้องโทรทัศน์สี
กล้องโทรทัศน์สีมีหลักการทำงานเหมือนกันกับกล้องโทรทัศน์ขาวดำ นั่นคือทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่การทำงานของกล้องโทรทัศน์สีมีกระบวนการและวิธีการที่ยุ่งยากมากกว่า กล้องโทรทัศน์ขาวดำจะรับแสงสีขาวเข้าไปในหลอดรับภาพ ส่วนกล้องโทรทัศน์สีจะแยกสีขาวออกเป็นสีต่าง ๆ ถึง 3 สี คือ สีแดง น้ำเงิน และเขียว หลังจากนั้นแต่ละสีจะถูกส่งไปหลอดรับภาพที่ไวต่อแสงสีต่าง ๆ กันทั้ง 3 สี (ในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาหลอดรับภาพหลอดเดียวแต่แยกรับแสงทั้ง 3 สี ได้ยิ่งกว่านั้นอาจไม่ใช้หลอดก็ได้ เรียกว่า CCD การแยกรับสีต่างๆ ของแสงดังกล่าวเรียกว่า Chrominance channels (Chroma แปลว่า สี color) สมัยก่อนช่องรับแสงนั้นแยกออก เป็น 4 ช่องนั่นหมายถึงมี หลอดรับภาพ 4 หลอด หลอดที่ 4 เป็นหลอดแยกความแตกต่างของสีดำและขาว เพื่อให้ภาพสว่างมากน้อยตามต้องการเรียกช่องนี้ว่า Luminance channel(lumon แปลว่าแสงlight) แต่ในปัจจุบันนี้หลอดที่ 4 หรือช่องที่ 4 ไม่จำเป็น เพราะใช้หลักการรวมแสงสีทั้ง 3 สีเป็นแสงสีขาวอีกครั้งแล้วจะได้ภาพขาวดำนั่นเอง ช่องที่ทำให้สัญญาณภาพมีความคมชัดมีรายละเอียดคือช่องของสีเขียวดังนั้น จึงเรียกช่องนี้ว่า "Contours-out-green" หลังจากที่เลนส์รับแสงเข้าไปแล้วแสงจะถูกแยกออกโดยกระจกชุดของไดโครอิค (dichroic) ออกเป็น 3 สี กระจกแยกสี D1 จะแยกสีแดงออกไปขณะเดียวกันจะปล่อย ให้แสงสีน้ำเงินและเขียวผ่านเข้าไป กระจกแยกสี D2 จะแยกสีน้ำเงินออกไป และปล่อยให้แสงสีเขียวผ่านเข้าไปส่วนกระจกธรรมดา M1 และ M2 เป็นกระจกที่สะท้อนให้แสงสี แดงและน้ำเงินเข้าไปในหลอดรับภาพตามลำดับ แน่นอนการเดินทางของแสงแต่ละสีเข้าไปในหลอดรับภาพจะต้องมีเลนส์ช่วย เพื่อให้แสงมีความคมชัดตลอดเวลา R1,R2 และ R3 จะช่วยแสงสีแดง เขียวและน้ำเงิน ให้แสงมีความคมชัดตลอดเวลา ในกรณีที่อาจจะมีแสงบางสีที่ไม่ต้องการไปรบกวนซึ่งกันและกันจะมีฟิลเตอร์ (Filters) กรองสีต่างๆ ให้ถูกต้องอีกครั้ง คือ F1,F2 และ F3 จะช่วยกรองแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน ตามลำดับ
กล้องโทรทัศน์สีมีหลักการทำงานเหมือนกันกับกล้องโทรทัศน์ขาวดำ นั่นคือทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่การทำงานของกล้องโทรทัศน์สีมีกระบวนการและวิธีการที่ยุ่งยากมากกว่า กล้องโทรทัศน์ขาวดำจะรับแสงสีขาวเข้าไปในหลอดรับภาพ ส่วนกล้องโทรทัศน์สีจะแยกสีขาวออกเป็นสีต่าง ๆ ถึง 3 สี คือ สีแดง น้ำเงิน และเขียว หลังจากนั้นแต่ละสีจะถูกส่งไปหลอดรับภาพที่ไวต่อแสงสีต่าง ๆ กันทั้ง 3 สี (ในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาหลอดรับภาพหลอดเดียวแต่แยกรับแสงทั้ง 3 สี ได้ยิ่งกว่านั้นอาจไม่ใช้หลอดก็ได้ เรียกว่า CCD การแยกรับสีต่างๆ ของแสงดังกล่าวเรียกว่า Chrominance channels (Chroma แปลว่า สี color) สมัยก่อนช่องรับแสงนั้นแยกออก เป็น 4 ช่องนั่นหมายถึงมี หลอดรับภาพ 4 หลอด หลอดที่ 4 เป็นหลอดแยกความแตกต่างของสีดำและขาว เพื่อให้ภาพสว่างมากน้อยตามต้องการเรียกช่องนี้ว่า Luminance channel(lumon แปลว่าแสงlight) แต่ในปัจจุบันนี้หลอดที่ 4 หรือช่องที่ 4 ไม่จำเป็น เพราะใช้หลักการรวมแสงสีทั้ง 3 สีเป็นแสงสีขาวอีกครั้งแล้วจะได้ภาพขาวดำนั่นเอง ช่องที่ทำให้สัญญาณภาพมีความคมชัดมีรายละเอียดคือช่องของสีเขียวดังนั้น จึงเรียกช่องนี้ว่า "Contours-out-green" หลังจากที่เลนส์รับแสงเข้าไปแล้วแสงจะถูกแยกออกโดยกระจกชุดของไดโครอิค (dichroic) ออกเป็น 3 สี กระจกแยกสี D1 จะแยกสีแดงออกไปขณะเดียวกันจะปล่อย ให้แสงสีน้ำเงินและเขียวผ่านเข้าไป กระจกแยกสี D2 จะแยกสีน้ำเงินออกไป และปล่อยให้แสงสีเขียวผ่านเข้าไปส่วนกระจกธรรมดา M1 และ M2 เป็นกระจกที่สะท้อนให้แสงสี แดงและน้ำเงินเข้าไปในหลอดรับภาพตามลำดับ แน่นอนการเดินทางของแสงแต่ละสีเข้าไปในหลอดรับภาพจะต้องมีเลนส์ช่วย เพื่อให้แสงมีความคมชัดตลอดเวลา R1,R2 และ R3 จะช่วยแสงสีแดง เขียวและน้ำเงิน ให้แสงมีความคมชัดตลอดเวลา ในกรณีที่อาจจะมีแสงบางสีที่ไม่ต้องการไปรบกวนซึ่งกันและกันจะมีฟิลเตอร์ (Filters) กรองสีต่างๆ ให้ถูกต้องอีกครั้ง คือ F1,F2 และ F3 จะช่วยกรองแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่ากระจกสะท้อนและเลนส์ปรับความคมชัดของแสง
มีการจัดเรียงได้ยาก ดังนั้นอาจใช้วิธีแก้ไขโดยรวมเอากระจกแยกสี (Diachronic)
ฟิลเตอร์ (Filters) และปริซึ่ม (Prisms)
รวมอยู่ในชุดปริซึ่มแยกลำแสงเดียวกัน (Beam-Split Prism) และหลอดรับภาพก็รับภาพโดยตรงจากปริซึ่ม
ไม่จำเป็นต้องใช้เลนส์ปรับความคมชัดของแสง เนื่องจากปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการก้าวหน้ามาก
กล้องโทรทัศน์อาจมี 2 หลอดคือรับ สีของแสงเพียง 2 สี ส่วนสีที่ 3 จะเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และนำไปใช้ร่วมกันกับสีทั้งสองในภายหลัง
ยิ่งไปกว่านั้นกล้องโทรทัศน์ บางชนิดอาจมีเพียงหลอดเดียว เช่น หลอด Saticon
ซึ่งผิวหน้าของหลอดฉาบไว้ด้วย แถบฟิลเตอร์ เพื่อแยกสีทั้ง 3 สี
แถบแนวตั้งทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสัญญาณในลักษณะเดียวกันกับกล้องโทรทัศน์สี 3
หลอดนั่นเอง หรืออาจไม่มีหลอดแต่ใช้วัสดุอื่นแทนหลอดก็ได้
ขณะที่กล้องโทรทัศน์กำลังจับภาพใดอยู่นั้น
มันก็จะแยกแสงจากภาพนั้นออกเป็นแม่สีทั้งสาม ( RGB ) และส่งแต่ละสีไปยังหลอดสีต่างๆในกล้อง
โดยผ่านทางแก้วรับแสงที่เรียกว่า "จานสัญญาณ" (Signal Plate) ด้านหลังจานสัญญาณนี้มี “เป้า” (Target) ซึ่งก็คือชั้นของสารที่นำไฟฟ้าได้ เมื่อโดนแสงกระทบ
แสงที่ผ่านชั้นสารดังกล่าวนั้นยิ่งสว่างมากขึ้นเท่าใด
ปริมาณไฟฟ้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แสงทำให้เกิดเป็นลวดลายของประจุไฟฟ้า
พื้นที่ซึ่งมีแสงสว่างที่สุด ก็คือพื้นที่ซึ่งมีประจุไฟฟ้ามากที่สุด
ในหลอดสีแต่ละหลอดของกล้อง ลำแสงอิเล็กตรอน(รังสีแคโทด)
จะส่องไปยังเป้าจากทางด้านหลัง ลำแสงจะเคลื่อนจากซ้ายไปขวาและกวาดเป้าจากบนไปล่างเป็นเส้นแนวนอนชุดหนึ่ง
ขณะที่ลำแสงกราดไปนั้น
มันก็จะไปเสริมกำลังให้ประจุไฟฟ้าและคอยเติมพลังให้ประจุไฟฟ้าซึ่งอ่อนกำลังลงระหว่างการกวาด(Scan)
นั้นให้เต็มอยู่เสมอ บริเวณซึ่งสว่างที่สุดต้องเติมมากที่สุด
การเติมกำลังนี้สะท้อนให้เห็นลวดลายประจุไฟฟ้าซึ่งก่อให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าผ่านไปยังจานสัญญาณที่เชื่อมอยู่กับวงจรรับสัญญาณ
กระแสไฟจะไหลผ่านวงจรด้วยแรงดันไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปตามระดับความสว่าง
การยิงกราดลำแสงในแต่ละครั้งจะจับเพียงครึ่งของ "สนาม" (field) ของภาพ คือ กวาดครั้งแรกด้วยเส้นเลขคี่แล้วก็เส้นเลขคู่ ขั้นตอนนี้จะให้ภาพที่สมบูรณ์ทุก ๆ 1/25 วินาที ดวงตาของมนุษย์เก็บภาพไว้ได้ 1/25 วินาที ดังนั้นภาพ 1 ชุด ที่วิ่งไปด้วยอัตราความเร็วนี้จึงดูเหมือนเป็นภาพเดียวต่อกันไป ถ้าหากวิ่งช้าลง ภาพที่ปรากฏบนจอจะดูไหวและกระตุกมากขึ้น ที่ต้องยิงลำแสงกวาดภาพถึง 2 ขั้น ก็เพราะการกวาดพื้นที่ภาพทั้งหมดในครั้งเดียวด้วยความเร็วที่ต้องการนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทางเทคนิค
การยิงกราดลำแสงในแต่ละครั้งจะจับเพียงครึ่งของ "สนาม" (field) ของภาพ คือ กวาดครั้งแรกด้วยเส้นเลขคี่แล้วก็เส้นเลขคู่ ขั้นตอนนี้จะให้ภาพที่สมบูรณ์ทุก ๆ 1/25 วินาที ดวงตาของมนุษย์เก็บภาพไว้ได้ 1/25 วินาที ดังนั้นภาพ 1 ชุด ที่วิ่งไปด้วยอัตราความเร็วนี้จึงดูเหมือนเป็นภาพเดียวต่อกันไป ถ้าหากวิ่งช้าลง ภาพที่ปรากฏบนจอจะดูไหวและกระตุกมากขึ้น ที่ต้องยิงลำแสงกวาดภาพถึง 2 ขั้น ก็เพราะการกวาดพื้นที่ภาพทั้งหมดในครั้งเดียวด้วยความเร็วที่ต้องการนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทางเทคนิค
ลำแสงอิเล็กตรอนยิงกวาดด้วยความเร็วที่กำหนดทำให้เกิดเส้น 625
หรือ 525 เส้น แล้วแต่ระบบที่ใช้ แต่ระบบ 625
เส้นให้ความคมชัดมากกว่าระบบ 525 เส้น ระบบ 625
เส้นนี้ใช้กันในยุโรป ออสเตรเลีย และหลายแห่งในเอเชีย ส่วนระบบ 525
เส้น ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือและใต้ และประเทศญี่ปุ่น
เทคโนโลยีการบันทึกภาพ
การถ่ายภาพ
เป็นศาสตร์และศิลป์แขนงหนึ่งที่ต้องใช้ความรู้ ความชำนาญทางศิลปะบวกกับอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการถ่ายภาพ ซึ่งมีการแข่งขันและพัฒนาตลอดเวลา ในขณะเดียวกันการถ่ายภาพ
ก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบธุรกิจอื่นๆ ประชาชนหันมาให้ความสนใจการถ่ายภาพ
จึงก่อให้เกิดห้องภาพและแล็บสีขึ้นมากมาย
ธุรกิจการถ่ายภาพเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วตามไปด้วย
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในการถ่ายภาพในยุคปัจจุบันเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ไปพร้อมกับ เทคโนโลยีประเภท ดิจิตอล (DIGITAL) ไม่ว่าจะเป็นความเจริญก้าวหน้าด้านกล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์ประกอบ
ชนิดต่าง ๆ รวมถึง ฟิล์มที่ใช้บันทึกภาพ ก็ได้พัฒนาขึ้น
เพื่อความสะดวกในการถ่ายภาพ จนถึงขนาดที่บันทึกภาพ โดยไม่ต้องอาศัยฟิล์มก็เกิดขึ้นแล้ว
บทความทางด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพในประเภทต่าง
ๆ ที่คุณจะได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เพื่อผู้ถ่ายจะได้สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสม และถูกต้องกับงานของผู้ถ่ายเอง
และเป็นการวางแผน ถึงอุปกรณ์ที่คิดจะจัดซื้อหามาเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป ได้แก่
ในเรื่องของ กล้องถ่ายภาพประเภท 3 มิติ
การบันทึกฟิล์มถ่ายภาพลงใน PHOTO CD หรือกล้องที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการถ่ายภาพ
คือ กล้องระบบ DIGITAL และกล้องในระบบฟิล์ม APS รวมถึงฟิล์มระบบ APS ด้วย
การแสดงผลและพิมพ์ภาพดิจิตอล
การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล (Digital camera) ซึ่งมีการบันทึกภาพด้วยระบบหน่วยความจำ(Memory)
สามารถแสดงผล หรือการชมภาพที่ถ่าย หรือการพิมพ์ภาพลงบนวัสดุต่าง ๆ
เช่น กระดาษ พลาสติก ผ้า ฯลฯ มีหลายวิธีด้วยกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
การแสดงผลภาพถ่าย
การบันทึกภาพด้วยกล้องดิจิตอล สามารถเลือกรูปแบบการแสดงรูปภาพได้หลายรูปแบบ เช่น
1.แสดงภาพด้วยจอ LCD (Liquid
crystal display) หรือ จอภาพผลึกเหลว เป็นจอภาพ ระบบดิจิตอลขนาดเล็ก
ที่ติดมากับตัวกล้อง สามารถแสดงผลในลักษณะของภาพกราฟิก ที่สามารถแสดงผลภาพ
ที่บันทึกได้ทันที กล้องบางรุ่นยังสามารถ ตกแต่งภาพได้ในตัวกล้อง
2. ต่อเชื่อมสัญญาณภาพกับเครื่องรับโทรทัศน์
กล้องดิจิตอลบางรุ่น สามารถต่อสัญญาณ AV เข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์
การชมจะต้องเป็นสัญญาณดิจิตอลเพียงอย่างเดียว เพื่อชมภาพได้จอขนาดใหญ่
สามารถชมได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว (Motion picture)
3. ต่อเชื่อมสัญญาณภาพกับเครื่องคอมพิวเตอร์
เป็นการต่อเชื่อมสัญญาณจากกล้องเข้า เครื่องคอมพิวเตอร์ และสามารถชมภาพได้ทางจอภาพ
(Monitor) ของเครื่องคอมพิวเตอร์
โดยผ่านระบบการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows หรือ โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับตกแต่งภาพ เช่น Adobe PhotoShop
4. กรอบภาพอิเล็คทรอนิกส์
ในช่วงต้นปี ค.ศ.2000 หรือ พ.ศ. 2543 บริษัท
โซนี่ ได้ผลิตกรอบภาพ ที่มีจอ LCD และมีช่องเสียบการ์ดที่เรียกว่า
Memory Stick ที่ใช้สำหรับบันทึกภาพจากกล้องดิจิตอล
โดยกรอบภาพ นี้จะสามารถแสดงรูปถ่าย และสามารถเลื่อนเปลี่ยนภาพที่บันทึกออกแสดงทางกรอบภาพได้อย่างคมชัด
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงภาพในรูปแบบอื่น
ๆ อีก ซึ่งผู้ผลิตแต่ละบริษัทได้พยายามพัฒนารูปแบบที่ทันสมัย และสะดวกต่อผู้ใช้
เช่น การฉายจอขนาดใหญ่ด้วยเครื่องฉาย LCD Projector เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หรือนาฬิกาข้อมือ ที่สามารถบันทึกภาพ
และแสดงภาพทางหน้าปัทม์นาฬิกาซึ่งผู้ใช้ต้อง ศึกษาลักษณะของการนำเสนอ
แต่ละประเภทเพื่อประยุกต์ ใช้ให้เกิด ประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด
เทคโนโลยีการบันทึกเสียง
การบันทึกและการผลิตซ้ำเสียง Sound recording and reproduction
คือการจารึกตัวแทนคลื่นเสียงด้วยวิธีการทางไฟฟ้าหรือทางกล
และ สร้างคลื่นเสียงขึ้นมาใหม่ อาทิเช่น เสียงพูด เสียงร้องเพลง เสียงเครื่องดนตรี
และ เสียงประกอบอื่นๆ
การแบ่งชั้นของเทคโนโลยีการบันทึกเสียงในปัจจุบันมีสองอย่างคือ
อัดแบบอนาล็อก analog recording และอัดแบบดิจิตอล digital
recording
การอัดเสียงธรรมชาติแบบอนาล็อก Acoustic analog recording
คือผลจากการที ไดอะแฟรม diaphragm ขนาดเล็กของไมโครโฟนสามารถจับความเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ
(คลื่นเสียงในอากาศ acoustic sound waves) และบันทึกพวกมันเหมือนเขียนภาพเหมือนของคลื่นเสียงลงบนสื่อ
เช่นจานหรือแผ่นเสียง phonograph ซึ่งใช้หัวเข็มสัมผัสการบันทึกที่วนไปตามร่องของแผ่นเสียง
ในการอัดด้วยเทปแม่เหล็ก magnetic tape คลื่นเสียงสั่นสะเทือน
ไดอะแฟรม ของไมโครโฟน และถูกเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการขึ้นๆลงๆ(ตามคลื่นเสียง)
และเปลี่ยนเป็น สนามแม่เหล็ก magnetic fieldที่มีการขึ้นๆลงๆ
ด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า electromagnet (หัวเทป)
ซึงเป็นการสร้างตัวแทนของคลื่นเสียงด้วย พื้นที่แม่เหล็ก magnetized areas บนพลาสติกเทปกับผงแม่เหล็กที่ฉาบบนผิวของมัน
ส่วนการเล่นหรือผลิตซ้ำ reproduction ของเสียงแบบอนาล็อกก็ทำด้วยวิธีการย้อนกลับจากการบันทึก
โดยมีไดอะแฟรมของลำโพงซึ่งใหญ่กว่าเป็นตัวสร้างความเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ
เพื่อเกิดคลื่นเสียงให้เราได้ยิน
คลื่นเสียงสามารถสร้างด้วยวิธีการทางอีเล็กทรอนิก
และอัดจากอุปกรณ์บางอย่างได้โดยตรงเช่น ปิคอัพกีตาร์ไฟฟ้า electric guitar
pickup หรือเครื่องสังเคราะห์เสียง synthesizer โดยไม่ต้อง ใช้อะคุสติก ในกระบวนการอัดเสียง
นอกเสียจากเสียงที่นักดนตรีต้องการได้ยิน ขณะทำการบันทึก recording
sessions เท่านั้น
การบันทึกและการผลิตซ้ำแบบดิจิตอล Digital recording and reproduction
เป็นการแปลงสัญญาณเสียงอนาล็อกที่มาจากไมโครโฟน แหล่งกำเนิดอื่นๆ ให้เป็นรูปแบบดิจิตอล
ด้วยกระบวนการคำนวณทางตัวเลข digitization, ทำให้มันสามารถบันทึกและส่งสัญญาณ
transmitted ด้วยสื่อตัวกลาง media ที่กว้างขวางหลากหลาย
และมีประสิทธิภาพสูง
การบันทึกแบบดิจิตอล เก็บข้อมูลเสียงด้วยชุดของเลขฐานสอง (ชุดรหัส1กับ0) เพื่อเป็นตัวแทนของตัวอย่างสุ่ม samples
ของความกว้างคลื่น amplitude ของสัญญาณเสียง audio
signal ที่ช่วงเวลาของเสียงที่เท่ากัน ที่อัตราการสุ่มตัวอย่าง sample
rate ในความรวดเร็วที่หูของมนุษย์สามารถรับรู้ผลของการต่อเนื่องของเสียงได้
การบันทึกแบบดิจิตอล จึงเป็นที่เชื่อถือว่ามีคุณภาพสูงกว่าการบันทึกแบบอนาล็อก
ไม่ใช่เพียงเพราะว่า มีความถูกต้องแม่นยำกว่า higher fidelity (การตอบสนองความถี่ frequency response หรือ
ขอบเขตพลังงาน dynamic range) แต่เป็นเพราะว่า รูปแบบ
ดิจิตอล digital format สามารถป้องกันการสูญเสียคุณภาพอย่างมากซึ่งเกิดขึ้นในการบันทึกแบบอนาล็อก
ทั้งเสียงรบกวน noise และ การรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า electromagnetic
interference ในขณะเล่นกลับ playback และการเสื่อมสภาพของระบบกลไก
หรือเกิดการชำรุดเสียหายขึ้นกับ สื่อกลาง storage medium ที่ทำการบันทึก
สัญญาณเสียงดิจิตอล digital audio จะต้องถูกแปลงกลับเป็น
รูปแบบอนาล็อก ระหว่างการเล่นกลับ ก่อนที่จะนำไปใช้กับลำโพงหรือหูฟัง loudspeaker
or earphones.
อุปกรณ์ในการตัดต่อสัญาณภาพ
การตัดต่อภาพ
EDIT
E : Elect
: เลือก shot ที่ดีที่สุด
D : Decision : ตัดสินใจ อย่าเสียดาย shot
I : Integrate : นำ shot มาร้อยเรียง เชื่อมโยงผสมผสาน
T : Terminate : ทำให้สิ้นสุด จบลงด้วยดี
การตัดต่อ Editing
คือ การนำเสนอภาพหลายภาพมาประกอบกันให้เป็นเรื่องราว
โดยการนำรายละเอียดของภาพและเหตุการณ์ที่สำคัญจากม้วนเทปที่ได้บันทึกไว้หลายๆม้วน
มาทำการเลือกสรรภาพใหม่ เพื่อเรียงลำดับให้ได้เนื้อหาตามบท
ภาพแต่ภาพที่นำมาลำดับไม่จำเป็นต้องสำคัญเท่ากันทุกภาพ
ความสำคัญอาจจะลดหลั่นลงไปตามเนื้อหา ภาพบางภาพเป็นหัวใจของการเกิดของเหตุการณ์
แต่บางภาพอาจเป็นส่วนประกอบ
การตัดต่อภาพแต่ละครั้งจะทำให้ผู้ชมถูกกระตุ้นความรู้สึกขึ้นครั้งหนึ่ง
แล้วความรู้สึกนั้นค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งมีการตัดภาพใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ถ้าความยาวของภาพพอเหมาะ อารมณ์ของผู้ชมจะถูกกระตุ้นตามจังหวะ
ถ้าความยาวของภาพมากไป อารมณ์ของผู้ชมจะราบเรียบไม่ตื่นเต้น
การตัดต่อ มี 4 วิธี คือ
1. การเชื่อมภาพ (Combine)
เป็นการนำภาพที่ถ่ายไว้ทั้งหมดมาเรียงลำดับ โดยการเชื่อมภาพหรือ shot แต่ละ shot เข้าด้วยกันตามลำดับให้ถูกต้องตามบทโทรทัศน์ การเชื่อมภาพส่วนใหญ่จะใช้ในการผลิตนอกสถานที่ที่ใช้กล้องโทรทัศน์ตัวเดียว
สำหรับงานที่ผลิตในสตูดิโอที่มีกล้องหลายตัว
ส่วนใหญ่มักจะเชื่อมภาพระหว่างการถ่ายทำ แต่ก็มีบ้างที่มาเชื่อมหลังการถ่ายทำ
2. การย่นย่อภาพ (Condense)
เป็นการตัดต่อภาพเพื่อให้ได้เนื้อหาที่ต้องการจะสื่อสารในเวลาที่จำกัด
เช่น การตัดต่องานข่าว โฆษณา
การตัดต่อเพื่อย่นย่อภาพนี้ เนื้อหาของภาพจะต้องกระชับ
และได้ใจความในเวลาที่จำกัด ฉะนั้นผู้ตัดต่อต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมากในการย่นย่อภาพ
เพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนที่สุดเพื่อเสนอต่อผู้ชม
3. การแก้ไขภาพ (Correct)
เป็นการแก้ไขส่วนที่ผิดพลาดในการผลิต โดยการตัดภาพหรือเสียงที่ไม่ต้องการออกไป
หรือแทรกภาพใหม่และเสียงใหม่เข้าไปแทนที่ภาพและเสียงเดิมได้
นอกจากนั้นความผิดพลาดที่เกิดจากสีและระดับเสียงที่เกิดจากการถ่ายแต่ละครั้ง
(Take) แต่ละวันไม่เท่ากัน
หรือความไม่ต่อเนื่องของภาพ (Continuty) ทิศทางของภาพ (Directional) ไม่ถูกต้อง การตัดต่อสามารถแก้ไขได้
4. การสร้างภาพ (Build)
เป็นการตัดต่อโดยใช้อุปกรณ์พิเศษของเครื่องตัดต่อ เช่น การทำภาพจาง
(Fade) ภาพจางซ้อน
(Dissolve) กวาดภาพ
(Wipe) หรือเทคนิคอื่นๆ
เข้าช่วย เพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกว่าฉากนี้ได้เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนสถานที่
เปลี่ยนสถานการณ์แวดล้อม
ระบบการตัดต่อ
มี 2 แบบ คือ ระบบ Linear และ Non-Linear
Linear
: ตัดต่อโดยใช้เครื่องเล่น
(player) และบันทึกวิดีโอเทป
(recorder)
: การลำดับภาพต้องทำไปตามลำดับก่อน-หลังของเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ
: ถ้าต้องการจะแก้ไขงานในจุดใดจุดหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้ความยาวของเทปเปลี่ยนไป ต้องลำดับภาพใหม่ตั้งแต่จุดนั้นไปจนถึงจุดสุดท้าย
: เป็นการลำดับภาพโดยใช้เทปเป็นหลัก
Non-Linear
: ตัดต่อบนเครื่องคอมพิวเตอร์
: ลำดับภาพโดยใช้คอมพิวเตอร์
ภาพวิดีโอที่ถูกถ่ายมาจะต้องทำการแปลงสัญญาณภาพเป็นข้อมูลของคอมพิวเตอร์ก่อน
แล้วโปรแกรมตัดต่อจะดึงเอาข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ทดิสก์ มาแสดงออกเป็นภาพอีกครั้ง
: การลำดับภาพโดยใช้ฮาร์ทดิสก์เป็นหลัก
ข้อดีของระบบ Non-Linear
ลงทุนต่ำ
ค้นหาและคัดเลือกภาพได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องกรอกลับไป-มาเหมือนเทป
เลือกทำงานเป็นช่วงได้ตามอิสระ ไม่ต้องทำตามลำดับก่อนหลังตั้งแต่ต้นจนจบ
ไม่เสียความคมชัดของภาพ
ขั้นตอนการตัดต่อด้วยระบบ Non-Linear
1. เลือกภาพที่ต้องการจะนำมาใช้
2. นำเอาภาพเข้าไปเก็บในฮาร์ทดิสก์
: capture หรือ digitise
3. ตัดต่อ
4. นำงานที่อยู่ในเครื่องตัดต่อลงเทป
การจด Time
code (TC)
เพราะเราไม่สามารถเห็นเฟรมต่างๆในวิดีโอเทปได้
เราจึงต้องใช้สัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า “Time code” เพื่อจะได้รู้ว่าภาพที่เราเห็นอยู่นั้นอยู่ตรงไหน
และมีความยาวเท่าไหร่ โดยจะบอกตัวเลขเป็น
ชั่วโมง : นาที : วินาที : เฟรม
เช่น 01 : 10 : 15 : 25
Transitions
Fade
: ภาพจาง
: มี 2 แบบ คือ
Fade in การเชื่อมภาพที่เปลี่ยนจากจอมืดมาเป็นภาพ
Fade out การเปลี่ยนจากภาพมาเป็นจอมืด
: มักใช้ตอนเริ่มต้นและตอนจบของรายการ
: บอกถึงการเปลี่ยนฉาก , เวลาผ่านไปแล้ว
Wipe
: การกวาดภาพ
: การเชื่อมภาพ 2 ภาพบนหน้าจอ โดยภาพที่
1 ถูกแทนที่ด้วยภาพที่ 2
: เลือกจาก Wipe
Pattern ให้เลือกใช้
เช่น รูปแบบสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม
วงกลม ข้าวหลามตัด ฯลฯ
Dissolve
: ภาพจางซ้อน
: นำ 2 ภาพมาซ้อนกัน ภาพหนึ่งค่อยๆ
จางออกไป ในขณะที่อีกภาพหนึ่งค่อยๆ จางเข้ามาแทนที่
: แสดงถึงกาลเวลาที่ผ่านไป
: mix / lap-dissolve
Cut
: การนำภาพมาเรียงต่อกันอย่างรวดเร็ว
: เป็นการเชื่อมต่อภาพที่ใช้บ่อยมากที่สุด
การตัดต่อแบบต่างๆ
Reaction
Shot
: shot ที่แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งของการกระทำ
: ได้จากการ insert ภาพ
Over
Re-action
: แบบเกินจริง ตัดซ้ำๆๆ
อย่างตั้งใจ
Quick
Cut
: ตัดแบบเร็วๆ เพื่อดึงความสนใจและให้กระชับ
Cut
on Action
: ตัดระหว่างเคลื่อนไหว
: การเปลี่ยน shot ขณะที่คนกำลังจะนั่งลงหรือกำลังจะลุกขึ้น
แล้วตัดภาพไปรับที่ shot ใหม่อีกมุมหนึ่งในกิริยาที่ต่อเนื่องกัน
Split
Edit
: ตัดโดยให้เสียงหรือภาพมาก่อน แทนที่จะให้เสียงและภาพเปิดขึ้นมาพร้อมกัน
การเกิดภาพกระโดด (Jump Cut)
การที่มีบางภาพหายไปจากกลาง shot ที่ควรจะเชื่อมระหว่าง shot แรก กับ shot สุดท้าย
ทำให้ภาพดูไม่ต่อเนื่องกัน
การตัดภาพที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก บุคคลคนเดียวกัน ขนาดภาพเท่ากัน
การตัดภาพที่มีขนาดต่างกันมาก เช่น
จากภาพ VLS เป็น CU
การนาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์
ที่เป็ นภาพตกแต่งของผู้อื่น
• มาตรา 16 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่ง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็ นภาพของผู้อื่น และภาพนัน้ เป็
นภาพที่เกิดจากการ
สร้ างขึน้ ตัดต่อ เติม
หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด
ทัง้ นี ้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนัน้ เสียชื่อเสียง
ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับ
ความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
หรือ
ทัง้ จำทัง้ ปรับ
• ถ้าการกระทำตามวรรคหนงึ่
เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่
มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็ นความผิดอันยอมความได้
ถ้าผู้เสียหายใน
ความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ
บุตรของ
ผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
คดีตัดต่อภาพดารา เผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต
• เกิดเหตุ ระหว่างเดือนมิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542
• คำพิพากษา วันที่ 22 มีนาคม 2545 ศาลพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา
จำคุก
1 ปี ปรับ 40,000 บาท มาตรา 287 ฐานเพื่อความประสงค์แห่งการค้า เพื่อแสดง
อวดแก่ประชาชน ทำให้แพร่หลายด้วยประการใดๆ
ซึ่งสิ่งพิมพ์รูปภาพหรือสิ่งอื่นใด
อันลามก จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี ปรับ 46,000 บาท
• จำเลยให้การรับสารภาพ
ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
จำคุก 12 เดือน ปรับ 23,000 บาท
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
การสร้างเทคนิคพิเศษทางภาพ Visual Effect
คำว่า
Visual
Effect แปลให้เข้าใจได้ว่า "การสร้างเทคนิคพิเศษทางภาพ"
ซึ่งมีการแบ่งรูปแบบการสร้างงานไว้หลายลักษณะ ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย
เงินทุน และการตอบสนองทางศิลปะ กล่าวคือ การสร้างเทคนิคพิเศษทางภาพ
มีเจตนาเพื่อนำภาพที่สร้างไปผสมรวมกับ ภาพที่ถ่ายทำจริง(Live Action) เพื่อความปลอดภัยกับนักแสดง เช่นการถ่ายบนคียย์สกรีน
เพื่อแยกนักแสดงกับฉากระเบิดของรถ แล้วนำมาผสมภาพกันภายหลัง หรือเพื่อ
การประหยัดต้นทุน เช่นการถ่ายฉากย่อส่วนของเมืองที่ปรักหักพัง
แล้วนำมาฉายภาพด้านหลังตัวแสดง(Rear Projection) เพื่อให้เกิดภาพว่านักแสดงยืนอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่ล่มสลาย
เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า
การสร้างเทคนิคพิเศษทางภาพ นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างCGI (Computer
Generated Images) เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าวิธีใดๆ
ที่สามารถสร้างภาพพิเศษดังกล่าวก็ล้วนเรียกว่าการสร้างเทคนิคพิเศษทางภาพ หรือVisualEffect
ทั้งสิ้น
เราสามารถแบ่งแยกย่อยเรื่องโครงสร้างงานVFXได้หลายแบบ
1 การสร้างฉากย่อส่วน (miniature) แบบจำลอง(Model)
หุ่นควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์(Animatronic) หุ่นเชิด (puppets) เป็นการถ่ายทำจากวัตถุจริงที่มีขนาด
เล็กกว่า หรืออาจเท่าจริง เพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหว ใช้สำหรับประกอบการสร้างเทคนิคพิเศษ
เช่นการถ่ายสตอปโมชั่นของสัตว์ประหลาดที่กำลังต่อสู้กับพระเอก เป็นต้น
2 การวาดต่อเติมฉาก (Matt Painting) งานลักษณะนี้จะไม่ใช่การสร้างภาพขึ้นใหม่ทั้งหมด
แต่เป็นการวาดภาพเพิ่มเติมจากของเดิม เช่น เราถ่ายตึกที่เซทอัพมา สูงแค่ชั้นเดียวแต่ต้องการสูงสิบชั้น
ศิลปินจึงต้องวาดภาพต่อในอี9ชั้นที่เหลือ
ไม่ว่าจะวาดจากคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมหรือเทคนิคใดๆ
หรือการวาดสดลงบนกระจกใสแล้วใช่กล้องถ่ายผ่านไป ก็ถือว่าเป็นการทำ Matt
Painting ทั้งสิ้น
3 การถ่ายแยกองค์ประกอบ (Keying) หมายรวมถึงการถ่ายด้วยKeyscreen
หรือการฉายภาพด้านหลัง และด้านหน้า (Rear/Front
Projection) โดยหลักการคือการแยกส่วนฉาก
หรือวัตถุใดๆ ออกจากองค์ประกอบอื่น และนำมาผสมภายหลัง เพื่อผลพิเศษทางภาพ
4การใช้เทคนิคพิเศษของกล้อง เช่นการใช้เลนส์ในการหลอกระยะ/ขนาด ของวัตถุ
เช่นการถ่ายคนยักษ์ โดยให้คนที่ต้องการให้ตัวใหญ่อยู่ไกล้กล้องมากกว่า
ส่วนคนที่ต้องการให้ตัวเล็กก็อยู่ไกลออกไป
หรือการถ่ายภาพตอนกลางวันให้เป็นกลางคืน(Day For Night)โดยใช้การลดรูรับแสงและใส่ฟิลล์เตอร์ช่วย
หรืการถ่ายภาพต่างสปีด (Under/Over Cranking)เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เร็วหรือช้าลง
เป็นต้น
5การสร้างภาพด้วยระบบดิจิทัล (Digital Effect) ซึ่งหมายรวมทั้ง
Animation และ CGI ที่สร้างจากคอมพิวเตอร์
ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในปัจจุบัน
การสร้างเทคนิคพิเศษทางภาพ
นั้นมีประวิตที่ยาวนานตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มรู้จักภาพยนตร์
เราก็พยายามที่จะสร้างภาพมายาให้สมจริงที่สุด
เทคโนโลยีที่เติบโตทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ เติบโตอย่างรวดเร็ว
จะหลายคนหลงไหลกับเทคโนโลยีมากจนลืมวิญญาณของงานสร้างไป สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก
เคยพูดในเบื้องหลังภาพยนตร์จูลลาสสิคพาร์คว่า "ทุกอย่างมีวิธีที่ง่ายที่สุดเสมอ
และเขาจะใช้วิธีที่ง่ายก่อน"
นั่นคือเหตุผลที่เขาใช้หุ่นจำลองของไดโนเสาร์ในฉากโคลสอัพ ทั้งที่CGI ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน แต่นั่นมันทำให้เขาได้ภาพในทันที
และแน่นอนว่ามันช่วยสร้างอารมณ์ให้กับนักแสดงได้มากกว่า คนสวมชุดสีเขียว
ในเรื่อง
Terminator
ฉากที่อาโนลฯ ขี่มอเตอร์ไซค์ชอบเปอร์อยู่หน้ารถสิบล้อที่ไล่หลังมา
และเขาใช้มือข้างหนึ่งคว้าพระเอกมาซ้อนหลัง ฉากนั้นเสี่ยงเกินกว่าจะถ่ายจริงๆได้
เจมส์ คาเมรอนจึงถ่ายรถสิบล้อมาเปล่าๆ
แล้วนำมาฉายภาพด้านหลังในสตูดิโอโดยมีนักแสดงทำท่าขี่มอเตอร์ไซค์อยู่หน้าฉากหนัง
ในเรื่อง
matrix
ฉากที่นีโอ นั่งในรถแล้วมองวิวเมืองที่เคลื่อนผ่านไป ก็เป็น
การฉายภาพด้านหลัง
ในเรื่องLord Of the
Ring เมืองของเอลฟ ที่โฟรโดยืนมอง เป็นฉากย่อส่วน
ที่ถ่ายไว้แพื่อนำมาผสมภาพกับนักแสดงที่ถ่ายบน กรีนสกรีน
(และน้ำตกที่เห็นอยู่ในฉากคือ น้ำตาลทรายที่ภูกเทลงมา)
ในเรื่องAi บริษัทILM สร้างโมเดลเมืองนิวยอร์คจมน้ำแบบย่อส่วนเพื่อถ่ายฉากนี้
ก่อนปรับแต่งและเสริมให้สมจริงด้วยCGI
จะเห็นได้ว่าโลกของวิชวลเอฟเฟค
ไม่ได้กระจุกตัวอยู่กับการทำCGIเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นการผสมผสานเทคนิคต่างๆให้ออกมาเป็นภาพมายาที่น่าทึ่งในที่สุด
การศึกษางานวิชวลเอฟเฟค จึงจำเป็นต้องรู้มากกว่าการใช้โปรแกรมคมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว
หากแต่ต้องรู้จักประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆอย่างเมาะสมและลงตัว
"การทำCG ที่ดีที่สุด คือทำให้เป็น CG ให้น้อยที่สุด"
อ้างอิง
เรียบเรียงโดย นายณัฐพล ยงพรหม








